ขั้นตอนการทดสอบเจาะระบบ
Phase 1: กำหนดขอบเขตและวางแผน (Planning & Scoping)
- กำหนดเป้าหมายและขอบเขตการทดสอบ
- ตกลง Rules of Engagement: ระบบไหนที่ห้ามทดสอบ เวลาที่อนุญาต
- ระบุ compliance requirements (ธปท., PDPA, PCI DSS, ISO 27001)
- กำหนดช่องทางติดต่อฉุกเฉิน
ผลลัพธ์: ขอบเขตที่ชัดเจน, RoE ที่ตกลงแล้ว, แผนทดสอบ
Phase 2: ค้นหาและทดสอบช่องโหว่ (Vulnerability Discovery & Exploitation)
ผู้ทดสอบจะทำงาน 2 ส่วนควบคู่กัน:
การสแกนอัตโนมัติ:
- ใช้เครื่องมือเฉพาะทาง เช่น Burp Suite Professional, Nessus, Nuclei
- ระบุช่องโหว่ที่รู้จัก (known vulnerabilities)
การทดสอบโดยผู้เชี่ยวชาญ (Manual Testing):
- ทดสอบ business logic flaws ที่เครื่องมือตรวจไม่พบ
- ทดสอบการ bypass authentication และ authorization
- ทดสอบ IDOR (Insecure Direct Object Reference): เข้าถึงข้อมูลคนอื่นผ่านการเปลี่ยน ID
- ทดสอบตามมาตรฐาน OWASP Top 10
สำคัญ: Reconix จะแจ้งช่องโหว่ระดับ Critical ที่พบระหว่างทดสอบให้ลูกค้าทราบ ภายในวันเดียวกัน ไม่รอจนถึงวันส่งรายงาน
ผลลัพธ์: รายงานช่องโหว่เบื้องต้นพร้อม CVSS score และหลักฐาน exploitation
Phase 3: ให้คำปรึกษาการแก้ไข (Remediation Consulting)
ไม่ใช่แค่ส่งรายงานแล้วจบ:
- แนะนำวิธีแก้ไขระดับ code พร้อมตัวอย่าง
- จัดลำดับความสำคัญตามความเสี่ยงทางธุรกิจจริง ไม่ใช่ดูแค่ CVSS score
- ประชุมกับทีม developer เพื่ออธิบายวิธีแก้ไข
- ติดตามความคืบหน้าผ่าน bug tracker
ผลลัพธ์: แผนการแก้ไขที่ทำได้จริง พร้อมลำดับความสำคัญ
Phase 4: ทดสอบซ้ำ (Verification Testing)
หลังจากทีม developer แก้ไขช่องโหว่แล้ว:
- ทดสอบซ้ำเพื่อยืนยันว่าช่องโหว่ได้รับการแก้ไขอย่างถูกต้อง
- ตรวจสอบว่าการแก้ไขไม่ได้สร้างช่องโหว่ใหม่
- ยืนยันว่า compensating controls ทำงานได้จริง
- บันทึก before/after เป็นหลักฐาน
ผลลัพธ์: ผลการทดสอบซ้ำ pass/fail สำหรับแต่ละช่องโหว่
Phase 5: รายงานผลและวิเคราะห์สถานะ (Final Reporting)
รายงานฉบับสมบูรณ์ประกอบด้วย:
- Executive Summary: สรุปผลสำหรับผู้บริหาร เข้าใจง่าย พร้อมระดับความเสี่ยงภาพรวม
- Technical Report: รายละเอียดช่องโหว่ทุกรายการ พร้อม CWE/CVE mapping, ขั้นตอนการ exploit, หลักฐาน screenshot
- Remediation Roadmap: แผนแก้ไขระยะสั้นและระยะยาว